การดำเนินงาน
ภารกิจหลักของมูลนิธิฯ
ดำเนินการจัดสร้างพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาชั้นอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา โยชนา และสัททาวิเสส ฉบับภูมิพโลภิกขุ จากพระคัมภีร์ใบลานภาษาบาลีอักษรขอม ตามโครงการปริวรรตอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่น ชำระและแปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาไทย เมื่อแล้วเสร็จนำมาจัดพิมพ์ และเผยแผ่ถวายวัดและสถาบันที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม/บาลี และหอสมุดสำคัญๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้แพร่หลายต่อไป
“คัมภีร์ใบลาน” มรดกชาวพุทธ
ในสมัยโบราณ ได้มีการจารึกวิทยาการต่าง ๆ ไว้ในใบลาน เนื่องจากใบลานเป็นวัสดุที่ทนต่อสภาพดิน ฟ้า อากาศได้ดี จึงนิยมใช้ใบลานบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งคำสอนทางพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา โยชนา และสัททาวิเสส ล้วนจารึกไว้ในใบลานทั้งสิ้น
ใบลาน
ลาน คือต้นไม้ชนิดหนึ่ง คล้ายกับตาล ใบใช้จารหนังสือ คนโบราณนำใบลานที่ยังอ่อนมาฟอกให้สะอาด นำไปตากให้แห้ง กดทับให้เรียบ แล้วนำมา “จารึก” ด้วยเหล็กแหลม เรียกว่า “เหล็กจาร” โดยนำใบลานไปวางบน “กากะเยีย” ที่ทำด้วยไม้
การจาร
การจาร หรือ “การจารึก” ต้องทำด้วยความมั่นคงของมือ และแผ่วเบาในอัตราที่กำหนด เพื่อมิให้ใบลานทะลุ หรือเบาเกินไปไม่อาจเป็นตัวหนังสือชัดเจนได้
เมื่อ “จาร” แต่ละแผ่นครบถ้วนแล้วจึงนำ “เขม่าไฟก้นหม้อดิน” ผสมกับ “น้ำมันยาง” เช็ดถูให้ทั่วใบลานที่จารแล้ว นำไปผึ่งแดดให้แห้งสนิท นำทรายร่อนจนละเอียดยิบขัดถูหน้าใบลานจนเขม่าออกหมดเหลือแต่ร่องรอยที่จารไว้เท่านั้นเป็นตัวหนังสือที่อ่านชัดเจน
จากนั้น จึงนำใบลานมาเรียงลำดับตาม “เลขหน้า” ที่จารึกเอาไว้ก่อน เลขหน้าของคัมภีร์ใบลานไม่ได้จารึกเป็นตัวเลข แต่เป็นตัวหนังสือ เรียกว่า “พยัญชนะวรรค” “คัมภีร์ใบลาน” จึงนับเป็นมรดกทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่ง
การสำรวจและอนุรักษ์
มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการศึกษา ค้นคว้าวิทยาการทางพระพุทธศาสนา และพบว่าวิทยาการที่ใช้ประกอบในการศึกษาค้นคว้านั้นมีอยู่ในคัมภีร์ใบลาน ที่จารึกด้วยตัวอักษรขอมซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาษาบาลี มูลนิธิฯ จึงได้ทำการสำรวจคัมภีร์ใบลานตามวัดต่าง ๆ โดยเริ่มที่วัดสระเกศฯ และวัดใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานครก่อน แล้วจึงขยายไปตามหัวเมือง
หลังจากสำรวจพบแล้ว ได้นำพระคัมภีร์ออกมาตากแดด ปัดฝุ่น แล้วทำความสะอาดใบลาน เปลี่ยนเชือกร้อยคัมภีร์แต่ละผูกเสียใหม่ แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อแต่ละคัมภีร์ โดยจำแนกเป็นกลุ่ม เช่นพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม และสัททาวิเสส เป็นต้น เสร็จเรียบร้อยแล้วจัดเก็บเข้าตู้พระธรรมของวัด ใส่ยากันปลวก จัดทำบัญชีหมายเลขตู้ และเลขคัมภีร์ เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า หลังจากดำเนินการสำรวจ และอนุรักษ์พระคัมภีร์ดังกล่าวแล้ว มูลนิธิฯ ได้ดำเนินโครงการปริวรรตอักษรขอมและอักษรโบราณท้องถิ่น ชำระและแปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาไทย โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเผยแผ่ให้แพร่หลายต่อไป
ขั้นตอนการปริวรรต... จัดพิมพ์เป็นพระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุ
“มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ” เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนาได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า และจัดสร้างพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามาเป็นเวลา ๕๐ ปี โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๖ ด้วยเหตุผลว่าใน ช่วงเวลาดังกล่าว ตำรับตำราหนังสือเพื่อการค้นคว้าในพระพุทธศาสนาที่แปลออกมาเป็นภาษาไทยมีน้อยมาก ส่วนใหญ่คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎกเพื่อให้ชาวพุทธได้เข้าใจคำสอนของพระบรมศาสดานั้น ยังเก็บอยู่ในคัมภีร์โบราณที่จารึกด้วยอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่นเช่น อักษรลานนาในภาคเหนือและอักษรธรรมภาค อีสานตามวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดด้วยเหตุนี้ มูลนิธิฯ จึงได้ดำเนินโครงการปริวรรตอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่น ชำระและแปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เป็นภาษาไทยเพื่อรักษาคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ธำรงอยู่ตลอดไป
การปริวรรตพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่จารบนใบลานดังกล่าวแบ่งออกเป็น ๖ ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ ๑
บาลีอักษรขอม
ข้อมูลเดิมได้มาจากคัมภีร์ใบลานบาลีอักษรขอมที่จาร พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกาเป็นต้น โดยยืมมาจากวัดต่างๆ เช่นวัดบวรนิเวศวิหาร วัดโมลีโลกยาราม และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นต้น นำมาถ่ายเอกสารเก็บไว้เป็นต้นฉบับ แล้วส่งคืนคัมภีร์ใบลานแก่วัดดังกล่าว
ขั้นตอนที่ ๒
การแปลงเป็นบาลีอักษรไทย
ต้องใช้ผู้มีความชำนาญในอักษรขอมและอักษรโบราณท้องถิ่นมาทำการปริวรรต โดยดำเนินการเปลี่ยน อักษรขอมและอักษรโบราณท้องถิ่นในคัมภีร์ใบลานให้เป็นอักษรไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงตามต้นฉบับโดย ที่ผู้ปริวรรตนั้นต้องไม่มีความรู้ภาษาบาลี เพราะถ้าให้ผู้รู้ภาษาบาลีมาปริวรรตแล้ว อาจจะไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง
ขั้นตอนที่ ๓
การแบ่งวรรคตอนและตรวจชำระ
ต้องใช้นักวิชาการที่มีความรู้ทางภาษาบาลีมาทำการตรวจ ชำระเพื่อให้การตรวจชำระถูกต้องตามหลัก ภาษา โดยเทียบเคียงกับบาลีอักษรพม่า บาลีอักษรสิงหล และบาลีอักษรโรมันเป็นต้น เมื่อพบว่ามีข้อแตกต่าง กันก็ทำเป็นเชิงอรรถไว้
ขั้นตอนที่ ๔
การแปลเป็นภาษาไทย
เป็นการแปลเบื้องต้น โดยอาศัยหลักการแปลภาษาบาลี สำนวนยังเป็นภาษาโบราณตามหลักไวยากรณ์ บาลี ผู้แปลจะต้องรักษาสำนวนการแปลไว้ ผู้ที่ไม่รู้หลักการแปลภาษาบาลีเข้าใจได้ค่อนข้างยาก หรือจะเรียก ตามหลักการแปลภาษาบาลีว่าแปลโดยพยัญชนะ
ขั้นตอนที่ ๕
การเรียบเรียงเป็นสำนวนไทยธรรมดา
ขั้นตอนนี้เป็นการเกลาสำนวนคำแปลเดิมให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ที่ใช้กันในปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า แปลโดยอรรถ หรือแปลเอาความ ไม่ต้องคำนึงถึงหลักไวยากรณ์บาลี พร้อมทั้งเติมเครื่องหมาย จุลภาค (,) หรือ มหัพภาค (.) และเครื่องหมายอัญประกาศ ( “ ” ) คำพูด เลขนอกและเลขใน ไว้ด้วย
ขั้นตอนที่ ๖
การจัดพิมพ์เป็นพระคัมภีร์ฉบับ
ภูมิพโลภิกขุ
การจัดพิมพ์เป็นพระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุนี้ มูลนิธิฯ ได้จัดพิมพ์ภาษาบาลีไว้ด้านซ้าย และพิมพ์คำแปลภาษาไทยไว้ด้านขวา ทั้งนี้ถ้อยความทั้งสองภาษาจะอยู่ในหน้าเดียวกันเพื่อความสะดวกแก่ผู้ศึกษาพระธรรมวินัยในการสอบทานความถูกต้อง ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้น้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๐๖ มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน
แหล่งเงินทุนดำเนินงาน
๑. เงินทุนพระราชทาน
“เงินทุน” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแก่มูลนิธิฯ เนื่องในโอกาสที่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ ภายใต้การนำของพลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยก “กองทุนพิเศษ” ที่พระราชทานไว้ ขึ้นเป็น “มูลนิธิ” และได้นำเงินที่มีผู้บริจาค จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท (เก้าแสนบาท) สมทบทุนโดยเสด็จพระราชกุศล ทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานเป็นกองทุนประเดิมเพื่อการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ต่อไป
๒. งบประมาณแผ่นดิน
ตามพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๑๗ “โครงการปริวรรตอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่น ชำระและแปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาไทย” ของมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ได้รับการจัดให้อยู่ในประเภทโครงการระยะยาว และกรมการศาสนาได้บรรจุโครงการดังกล่าวไว้ใน “แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ” ระยะที่๔ โดยได้รับงบประมาณดำเนินการขั้นเตรียมงาน จำนวน ๗๕๐,๐๐๐ บาท (เจ็ดแสนห้าหมื่นบาท) และได้รับเพิ่มในปี ๒๕๑๘ เป็นจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านบาท) โดยได้รับอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอมาระยะหนึ่ง ต่อมามีการปรับเพิ่มและปรับลด จวบจนปัจจุบัน มูลนิธิฯ มิได้รับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินแต่ประการใดเลย
๓.เงินทุนสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา
เงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานนี้มูลนิธิฯ ได้รับจากพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้จากการจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีประจำปี นับได้ว่าเงินทุนสนับสนุนดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานสืบทอดพุทธมรดกของมูลนิธิฯ ตลอดมา